เรือบก

                ความเป็นมา

               กีฬาเรือบกเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานของชาวจังหวัดเชียงใหม่   ซึ่งดัดแปลงรูปแบบการเล่นมาจากการแข่งเรือในน้ำ   โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีตามธรรมชาติคือไม้ไผ่ลำยาวเป็นลำเรือใช้ขี่    เพื่อวิ่งแข่งขันกัน   นิยมเล่นในงานประจำปี    หรืองานรื่นเริงต่างๆ   และงานประเพณีทางศาสนาของหมู่บ้าน   บางครั้งก็มีการจัดให้แข่งขันกันเป็นรั้งคราว    ปัจจุบันยังเป็นที่นิยมเล่นกันอยู่ในชนบท

                ผู้เล่น

                 เล่นได้ทุกเพศทุกวัย   ตามปกติจะแบ่งผู้เล่นออกเป็นพวก   พวกละประมาณ 10 คน โดยจะจัดให้วัยและขนาดร่างกายใกล้เคียงกัน

                อุปกรณ์การเล่น

                ไม้ไผ่ขนาดโตเท่ากำปั้น   ลิดกิ่งและข้อให้เรียบ    เพียงพอสามารถที่จะบรรจุคนขี่ได้ 10 คนมีจำนวนเท่ากันกลุ่มผู้เล่น

                สถานที่เล่น

                  บริเวณพื้นที่ราบเรียบเป็นลานมีขนาดกว้าง   เช่นลานทุ่งหรือ ชายทุ่ง   กำหนดเส้นเริ่มหรือเส้นชัยให้มีระยะห่างตามที่ตกลงกัน   ส่วนใหญ่จะกำหนดระยะทาง   50 เมตร

                วิธีการเล่น

                1.ผู้เล่นแต่ละกลุ่มยืนคร่อมแถวไม้เป็นแถวตอน   มือทั้งสองจับท่อนไม้ไว้ให้แน่น   ผู้เล่นแต่ละคนจะห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตรให้คนหัวแถวยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม   หันหน้าไปทางเส้นชัยมี

                2.กรรมการควบคุมกลุ่มละ 2 คนอยู่หัวไม้ ท้ายไม้   ข้างลหะ 2คนเพื่อควบคุมการเล่นให้เป็นไปตามกติกา

                3.เริ่มเล่นโดยกรรมการกลางที่ทำหน้าที่ตัดสินการแข่งขัน   ให้สัญญาณเริ่มเล่น   ผู้เล่นทุกกลุ่มจะต้องเดินขี่ไม้แข่งกันไปให้ถึงเส้นชัยก่อนฝ่ายตรงข้ามให้ได้

                4.กลุ่มใดเดินไปถึงเส้นชัยก่อนและทำถูกต้องตามกติกา จะเป็นผู้ชนะ และผู้แพ้จะต้องให้ผู้ชนะขี่คอวิ่งรอบสนานแข่งขันจำนวน 1 รอบ

                กติกา

                1.ผู้เล่นทุกคนในกลุ่มจะต้องเดินคร่อมไม้ตลอดทาง

                2.อนุญาติให้ผู้เล่นหลุดจากไม้ได้ไม่เกิน 3 ครั้งหากผู้เล่นหลุดจากไม้จะต้องหยุดเดินและจัดผู้เล่นใหม่ให้ถูกต้องเสียก่อนจึงจะสามารถเดินต่อไปได้

                3.ให้มีกรรมการประจำพวก พวกละ 2คน และกรรมการชี้ขาด 1 คน เพื่อควบคุมการเล่นให้เป็นไปตามกติกา

Advertisements

รถม้าชาวเสียม

ความเป็นมา

                ชาวเหนือนิยมนั่งรถม้าจนเป็นที่ติดปากองชาวต่างชาติว่ารถม้าชาวสยามต่อมาสำเนียงที่เรียกรถม้าชาวสยามเพี้ยนไป เป็นรถม้าชาวเสียม คำว่าเสียมหมายถึงสยามหรือไทยนั้นเอง กีฬารถม้าชาวเสียมเป็นการเล่นพื้นเมืองของชาวจังหวัดแพร่ ที่ดัดแปลงมาจากการนั่งรถม้าชาวสยาม

                อุปกรณ์การเล่น

                ไม่ใช้

                สถานที่เล่น

                บริเวณสนามกว้าง เช่น สนามในโรงเรียน ลานวัด หรือชายทุ่ง เป็นต้น

                วิธีเล่น

                ๑.ผู้เล่นแต่ละกลุ่มไปยืนเตรียมพร้อมที่หลังเส้นเริ่ม ให้ผู้เล่น ๒ คนในกลุ่มเป็นรถม้า และอีกคนที่มีรูปร่างเล็กกว่าเป็นคนขี่ โดยให้คนที่เป็นรถม้าทั้ง ๒ คนยืนเคียงข้างกัน หันหน้าไปยังเส้นชัย ใช้มือประสานไว้ข้างหลังของตน ส่วนผู้เล่นที่เป็นคนขี่ยืนอยู่ข้างหลังคนที่เป็นรถม้า

                ๒.เริ่มเล่นโดยผู้ตัดสินจะให้สัญญาณเริ่มเล่น เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ผู้ขี่จะต้องกระโดดเอาเท้าเหยียบไปในช่องมือที่ประสานกันไว้ของคนที่เป็นรถม้าทั้งสอง โดยใช้เท้าเหยียบคนละข้าง และใช้มือกอดคอคนที่เป็นรถม้าไว้คนละข้าง กอดไม่ให้รถม้าผละออกจากกัน เมื่อขึ้นขี่เรียบร้อยแล้ว รถม้าจึงออกวิ่งไปยังเส้นชัย

                ๓.พวกใดไปถึงเส้นชัยก่อนโดยคนขี่ไม่ตกระหว่างทาง ถือว่าเป็นผู้ชนะ

                กติกา

                ๑.ต้องให้คนขี่ขึ้นขี่เรียบร้อยเสียก่อน รถม้าจึงออกวิ่งได้

                ๒.คนขี่ตกจากหลังม้าถือว่าแพ้

ย่ำเงา

ความเป็นมา

                กีฬาย่ำเงาเป็นกีฬาพื้นเมืองของชาวจังหวัดลำปาง ที่มีการเล่นสืบทอดต่อกันมาแต่สมัยโบราณ นิยมเล่นในเวลากลางคืนพระจันทร์เต็มดวง ในช่วงที่มีการขอแรงมาช่วยงานกลางคืน เช่นการนวดข้าวหรือตำข้าว ซึ่งชาวบ้านจะมาช่วยกัน เมื่อรู้สึกเมื่อยล้าจากการทำงานก็จะมีการเล่นย่ำเงาในระหว่างพวกที่มาช่วยงาน

                ผู้เล่น

                เล่นได้ทุกเพศทุกวัยแต่มักเล่นกันในหมู่ผู้มีวัยไล่เลี่ยกันไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น

                สถานที่เล่น

                บริเวณลานบ้านหรือลานนวดข้าว ไม่มีการกำหนดขอบเขตสนามเล่น

                วิธีเล่น

                ๑.ตกลงกันให้ผู้เล่นคนหนึ่งเป็นคนไล่ นอกนั้นเป็นคนหนี

                ๒.เริ่มเล่นโดยผู้ไล่จะไล่ย่ำเงาของผู้เล่นคนอื่นๆ ซึ่งเงาจะเกิดจากแสงจันทร์ส่องมากระทบตัวคนทำให้เกิดเงาที่พื้นดิน เป็นเงาประจำตัวของคนนั้น ผู้เล่นคนอื่นๆจะต้องพยายามหนีไม่ให้ผู้ไล่ย่ำเงาตัวเองได้

                ๓.ผู้เล่นคนใดถูกไล่ย่ำเงาได้ จะถือว่าเป็นผู้แพ้ และจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ไล่ย่ำเงาผู้เล่นคนอื่นแทนผู้ไล่คนก่อน ผู้ไล่คนก่อนจะกลายมาเป็นผู้หนีบ้าง

                ๔.ผู้เล่นคนใดถูกย่ำเงามากครั้งที่สุดในการเล่นครั้งนั้นๆจะถือว่าเป็นผู้แพ้

                กติกา

                ๑.การย่ำเงาให้ย่ำด้วยเท้าเท่านั้น

                ๒.ให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง

แม่แนดแย่งเสา

ความเป็นมา

              แม่แนดแย่งเสาเป็นกีฬาพื้นเมืองของเด็กๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนบางท้องถิ่นทางภาคเหนือมีการเล่นมีการเล่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงนี้แต่มีชื่อเรียกมี่ต่างกัน เช่นจังหวัดเชียงงใหม่เรียก ขี้แนดแปดเสา จังหวัดแพร่เรียก ลู่เสา เป็นต้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่เมื่อใด แต่จากการสัมภาษณ์ของผู้สูงอายุเล่าว่า กีฬานี้มีเล่นกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อน พ.ศ. 2446 แม่แนดแย่งเสาเป็นกีฬาที่เล่นเพื่อความสนุกสนานในยามว่างของเด็กๆปัจจุบันมีการเล่นกีฬานี้อยู่บ้าง ตามหมู่บ้านชานเมือง และชนบท

                โอกาสที่เล่น

            ยามว่าง

                ผู้เล่น

            เล่นกันในหมู่เด็กชายและเด็กเล็ก ทั้งชายและหญิงผู้เล่นขึ้นอยู่กันต้นเสาที่มี คือจำนวนผู้เล่นจะต้องมากกว่าเสา 1 ต้น เช่น ถ้าเรามีเสา 4 ต้น ก็ให้มีจำนวนผู้เล่น 5 คน

                สถานที่เล่น

            บริเวณใต้ถุนบ้านที่ยกสูง ศาลาวัด สถานที่ใดก็ได้ที่มีเสาหลักชัดเจน

                วิธีการเล่น

            1.ตกลงเกี่ยวกับจำนวนผู้เล่นสถานที่ และหาผู้เล่นที่เป็นตัวแนดคนหนึ่ง

            2.ให้ผู้เล่นแต่ละคนยืนเกาะเสาอยู่คนละต้น ผู้เล่นที่เป็นตัวแนดยืนอยู่ระหว่างกลางของเสาทั้งสี่ต้น

            3.เริ่มเล่นโดยผู้เล่นประจำเสาต้องวิ่งเปลี่ยนเสากันไปมา ผู้เล่นที่เป็นตัวแนดจะต้องพยายามวิ่งไปแย่งเสาใดเสาหนึ่งให้ได้ โดยวิ่งไปเกาะเสาก่อนที่ผู้เล่นคนอื่นจะวิ่งมาเกาะ

            4.ถ้าผู้เล่นที่ประจำเสาอยู่ไม่ยอมออกจากเสา   ผู้เล่นที่เป็นตัวแนดจะต้องนับ 1-3 เมื่อนับ 3ผู้เล่นที่ประจำเสาจะต้องวิ่งเปลี่ยนเสากันไปแล้วผู้เล่นที่เป็นตัวแนดจะวิ่งไปแย่งเกาะเสา

            5.ผู้เล่นคนใดเกาะเสาไม่ทันผู้เล่นที่เป็นตัวแนดแย่งเสาได้ ผู้เล่นคนที่เกาะเสาไม่ทันจะต้องมาเป็นตัวแนดแทน   แต่ถ้าผู้เล่นที่เป็นตัวแนดแย่งเสาไม่ทันจะต้องมาเป็นแนดต่อไป

            6.ผู้เล่นคนใดเป็นตัวแนดมากกว่าคนอื่นในการเล่นครั้งนั้นจะถือว่าเป็นผู้แพ้

                กติกา

            1.ผู้เล่นที่ประจำเสาจะต้องวิ่งเปลี่ยนเสาอยู่เสมอ   จะยืนประจำเลยเฉยๆไม่ได้

            2.ผู้เล่นที่เป็นตัวแนดจะทำการนับ 1ถึง 3 จะต้องยืนห่างจากเสาทุกๆต้นอยุ่ระหว่างตรงกลางวง เป็นระยะทางที่ห่างพอๆกัน ถึงจะนับ 1- 3 ได้

ม้าติดคอก

ความเป็นมา

                ม้าติดคอกเป็นกีฬาที่เลียนแบบ ชีวิตประจำวันของชาวเหนือสมัยเก่าที่มีการเลี้ยงม้า   นำเอาลักษณะการเต้นของม้า   การกระโดดของม้า ลักษณะที่ม้าติดคอกเลี้ยงคือขาม้าขัดอยู่ที่ไม้กั้นคอกมาเป็นการเล่นพ้นเมืองเพื่อการออกกำลังกายและเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงนิยมเล่นกันในท้องถิ่นจังหวัดไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเริ่มเล่นม้าติดคอตั้งแต่สมัยใด แต่พบว่ามีการเล่นกีฬาชนิดนี้กันแล้วในสมัยใดแต่ว่ามีการเล่นกีฬานี้กันแล้วในสมัยรัชกาลที่7 พ.ศ.2480(กรมพลศึกษา,2480:755) บางท้องที่เรียกว่า   ม้าจกคอก(สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี,2525:35)ปัจจุบันยังมีการเล่นอยู่บ้างแต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก

                ผู้เล่น

            เล่นกันในเฉพาะหมู่ผู้ชาย   ผู้หญิงไม่ค่อยนิยม   บางท้องที่จะจัดให้ผู้หญิงถือคานเคาะจังหวะให้   ผู้ชายเป็นผู้เต้น   ผู้หญิงไม่ค่อยเต้น   จำนวนผู้เล่นไม่จำกัดยิ่งมากยิ่งสนุก

                อุปกรณ์การเล่น

            1.ไม้ไผ่ขนาดใหญ่   แต่สั้นประมาณ 2 ศอก จำนวน 2 ท่อนสำหรับใช้วางหมอน วางตามขวาง

            2.ไม้ไผ่ขนาดเท่ากำมือยาวประมาณ    2-3 วาจำนวน 2 ท่อนสำหรับวางพาดาไม้คานบนไม้หมอน

                สถานที่เล่น

บริเวณกลางบ้านไม่จำเป็นต้องกว้างมากนัก    โดยนำไม้หมอนมาวางตามขวางให้มีระยะห่างพอวางไม้คานได้พอดี   กะให้เหลือไม้คานด้านละประมาณ 1 ศอก   แล้วเอาไม้คานพาดบนไม้หมอนทั้ง 2 อันให้ไม้คานห่างกันประมาณ 1 ศอก 

วิธีการเล่น

1.จัดให้ผู้เล่น 2 คน อยู่ที่หัวและท้ายของไม้คานข้างละคนโดยนั่งหันหน้าเข้าหากัน   มือทั้งสองข้างจับไม้คานไว้ข้างละอัน    เป็นผู้ถือไม้คานคอยเคาะจังหวะและให้ผู้เล่นที่เหลือเข้าไปยืนอยู่ตรงแนวกลางระหว่างไม้คานทั้งสองเพื่อเป็นผู้เต้น

2.เริ่มเล่นโดยผู้ถือไม้คาน      ซึ่งเป็นผู้เคาะจังหวะจะยกไม้คานทั้งคู่กระแทกลงบนไม้หมอนเป็นจังหวะเท่าๆกัน 3 ครั้งแล้วจะชิดไม้คานกระทบเข้ากันเป็นจังหวะที่ 4   ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันไปผู้ที่ยืนตรงแนวกลางระหว่างไม้คานซึ่งเป็นผู้เต้นจะต้องกระโดดสองเท้าที่ชิดจังหวะตามไม้คานเคาะกับไม้หมอน 3 ครั้งด้วยเมื่อถึงจังหวะที่ไม้คานจะรวบชิดกระทบกันเองโดยที่ผู้เต้นจะต้องกระโดยแยกเท้าให้พ้นไม้   แล้ววางเท้าทั้งสองคร่อมไม้คานที่ชิดนั้นไว้ ทำเช่นนี้เป็นจังหวะการกระทบไม้คานของผู้เคาะจังหวะเรื่อยไป การเคาะกระทบไม้คานของผู้เคาะจังหวะอาจจะมีการปรับเพิ่มหรือเร่งความเร็ว ของจังหวะให้กระชันเร็วขึ้นหรือช้าลงก็สุดแต่ความสามารถของผู้กระทบไม้คาน หรือสุดแต่ผู้เล่นจะตกลงกันไว้

3.ผู้เล่นคนใดกระโดดไม่พ้นถูกไม้คานหนีบขาได้   เรียกว่าม้าติดคอก จะถือว่าเป็นผู้แพ้   ต้องออกจากแนวไม้คานไป   ผู้เล่นคนใดไม่ถูกไม้คานหนีบเลยและเหลืออยู่เพียงคนเดียวจะเป็นผู้ชนะ   ในบางพื้นที่จะให้ผู้แพ้มาเป็นผู้เคาะจังหวะ   แล้วให้ผู้เคาะจังหวะมาเป็นผู้เต้นบ้างสลับกันไป

กติกา

1.ห้ามผู้เล่นสัมผัสโดนไม้คาน

2.ให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง

มะขะโจ้น

ความเป็นมา

                มะขะโจ้นเป็นกีฬาพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ เป็นกีฬาเก่าแก่ที่เล่นสืบทอดต่อกันมานาน สันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากการเล่นกีฬามะกอน หรือมะกอนไซ ซึ่งเป็นการเล่นของผู้เล่น ๒ คน ชิงไหวพริบขว้างลูกมะกอนใส่กันแต่มะขะโจ้นเป็นการเล่นในลักษณะเป็นหมู่คณะ เป็นทีม และมีวิธีการเล่นหลายขั้นตอนมากกว่ามะกอนไซ คำว่า โจ้น หมายถึงการโยนหรือปา

                ผู้เล่น

                เล่นกันในหมู่เด็กชาย โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย จำนวนผู้เล่นฝ่ายละเท่าๆกัน ประมาณฝ่ายละ ๔-๕ คน

                อุปกรณ์การเล่น

                ลูกผ้า ๑ ลูก โดยใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าอื่นม้วนเป็นก้อนกลมมัดให้แน่น มีขนาดเท่าผลส้มโอ

                สถานที่เล่น

                บริเวณลานกว้างทั่วไป เช่น สนามหญ้า ลานบ้าน หรือลานวัด โดยเขียนเส้นลงที่พื้นเป็นเขตสนามเล่นรูปวงกลม

                วิธีเล่น

                ๑.ผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่ายอยู่ภายในเขตสนาม ให้ตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายออกนอกเขตสนาม และฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายเฝ้าเขตสนาม ฝ่ายเฝ้าเขตสนามจะมารวมตัวกันตรงกลางวงกลม ส่วนฝ่ายออกนอกสนามยืนกระจายกันรอบๆภายในวงกลม เตรียมตัววิ่งหนีออกนอกวงกลม ฝ่ายเฝ้าเขตสนามจะต้องมีหัวหน้า ๑ คน ทำหน้าที่เป็นผู้ถือลูกผ้าไว้เตรียมขว้าง

                ๒.เริ่มโดยหัวหน้าฝ่ายเฝ้าเขตสนามเป็นผู้บอกให้สัญญาณเริ่มเล่น ฝ่ายออกนอกเขตสนามจะต้องพยายามวิ่งออกนอกเขตสนาม จะโดยการหลบหลีก หรือหลอกล่ออย่างไรก็ตาม ให้ออกนอกสนามให้ได้หมดทุกคน ส่วนผู้เล่นฝ่ายเฝ้าเขตสนามจะต้องพยายามแตะตัวผู้เล่นฝ่ายออกนอกเขตสนามให้ได้ขณะกำลังวิ่งพ้นเขตสนามเล่น หรือต้องพยายามขว้างลูกผ้าให้ถูกผู้เล่นฝ่ายออกนอกเขตสนามที่ออกนอกเขตสนามไปแล้วให้ได้

                ๓.ถ้าฝ่ายที่ถูกออกนอกเขตสนามถูกไล่แตะได้หรือถูกขว้างด้วยลูกผ้าโดนผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง จะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ และจะต้องถูกฝ่ายเฝ้าเขตสนามขี่หลัง แต่ถ้าฝ่ายเฝ้าเขตสนามไล่แตะผู้เล่นฝ่ายออกนอกเขตสนามไม่ได้เลย หรือขว้างผ้าไม่ถูกใครเลยจะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้

                ๔.การขี่หลังจะต้องขี่หลังไปตามแนวเส้นรอบวง แล้วให้ฝ่ายที่ได้ขี่หลังเป็นผู้ถือลูกผ้าโยนรับส่งต่อกันเป็นวงในหมู่ผู้ขี่หลังด้วยกัน จนกว่าจะทำลูกผ้าตกดิน ฝ่ายที่ขี่หลังจะต้องวิ่งหนีออกนอกเขตสนาม ส่วนฝ่ายที่ถูกขี่จะต้องรีบเก็ยลูกผ้าแล้วเข้าในเขตสนามเล่น พยายามขว้างลูกผ้าให้ถูกผู้เล่นฝ่ายที่ขี่หลัง ซึ่งอยู่นอกเขตสนามเล่นให้ได้

                ๕.ถ้าฝ่ายที่ถูกขี่หลังขว้างลูกผ้าถูกฝ่ายที่ได้ขี่หลัง จะถือว่าฝ่ายที่ได้ขี่หลังเป็นผู้แพ้ทันที แต่ถ้าฝ่ายที่ถูกขี่หลังขว้างลูกผ้าไม่ถูกฝ่ายที่ได้ขี่หลัง ให้ฝ่ายที่ได้ขี่หลังเก็บลูกผ้าแล้ววิ่งเข้าในเขตสนามเล่นทางด้านใดด้านหนึ่ง ตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าวิ่งเข้าไปได้โดยไม่ถูกผู้เล่นฝ่ายที่ถูกขี่หลัง ซึ่งอยู่ในเขตสนามแตะถูก แม้เพียงคนเดียวก็จะถือว่าฝ่ายที่ได้ขี่หลังซึ่งวิ่งเข้าเขตสนามได้นั้นเป็นผู้ชนะ

                กติกา

                ๑.หัวหน้าฝ่ายเฝ้าเขตสนามนั้นที่สิทธิ์ในการขว้างลูกผ้าได้ และสามารถขว้างได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้ขว้างต้องอยู่ภายในเขตสนามขณะขว้างด้วย

                ๒.ให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง

มะกอนไซ

ความเป็นมา

                มะกอนไซเป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ของจังหวัดลำปาง เป็นการเล่นออกกำลังที่นิยมมากของเด็กและวัยรุ่นสมัยนั้น คำว่า มะกอน หมายถึงก้อนผ้ากลมๆภายในบรรจุด้วยเม็ดถั่ว เม็ดมะขาม หรือเม็ดนุ่น ม้วนหรือเย็บเป็นก้อน ขนาดประมาณผลส้มเกลี้ยงลูกโตๆพอจับมือเดียวได้ ส่วนคำว่า ไซ หมายถึง ชัยชนะ ลักษณะการเล่นมะกอนไซ จะเป็นการเล่นขว้างปากันด้วยลูกมะกอน

                ผู้เล่น

                เล่นกันในหมู่เด็กวัยรุ่นชายหรือวัยรุ่นชายโดยเฉพาะเด็กวัดในสมัยเก่านิยมเล่นกันมาก จำนวนผู้เล่น ๒ คน ผู้หญิงก็เล่นได้

                อุปกรณ์การเล่น

                ผ้าที่ห่อด้วยเม็ดนุ่นหรือเม็ดมะขาม ม้วนหรือมัดเป็นก้อนกลมขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงลูกโตๆหน่อย ซึ่งเรียกว่าลูกมะกอนจำนวน ๑ ลูก

                สถานที่เล่น

                บริเวณลานกว้าง เช่นลานวัดหรือลานบ้าน โดยเขียนสนามเล่นเป็นรูปวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ วา

                วิธีเล่น

                ๑.ให้ผู้เล่นทั้ง ๒ คน ตกลงกันว่าใครจะเป็นฝ่ายหนี ใครจะเป็นฝ่ายเฝ้าวงจะถือลูกมะกอนไว้

                ๒.เริ่มเล่นโดยให้ผู้เล่นทั้ง ๒ คน ยืนอยู่ในวงกลม ผู้เล่นฝ่ายหนีจะต้องพยายามวิ่งออกนอกวงกลมและวิ่งกลับเข้ามาในวงกลมใหม่ให้ได้ โดยไม่ถูกขว้างมะกอนโดนตัวก่อน ผู้เล่นฝ่ายเฝ้าจะต้องพยายามเฝ้าวงกลมไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายหนีออกนอกวงกลมนั้นเข้ามาในวงกลมได้อีก โดยใช้มะกอนขว้างผู้เล่นฝ่ายหนี

                ๓.ถ้าผู้เล่นฝ่ายเฝ้าวงสามารถขว้างลูกมะกอนไปโดนตัวผู้เล่นฝ่ายหนีได้ ผู้เล่นฝ่ายเฝ้าวงจะเป็นผู้ชนะ

                กติกา

                ๑.ฝ่ายเฝ้าวงจะวิ่งไล่ขว้างได้เฉพาะภายในวงกลมเท่านั้น จะออกนอกวงกลมไม่ได้

                ๒.ฝ่ายเฝ้าวงจะขว้างลูกมะกอนได้ครั้งเดียวเท่านั้น และจะขว้างได้ก็ต่อมเอฝ่ายหนีออกนอกวงกลมทั้งตัวแล้ว

Previous Older Entries