อุ่ย

 

ความเป็นมา

          อุ่ยเป็นกีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันโดยทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานีในสมัยก่อน (สมบูรณ์ ตะปินา, ๒๕๒๕ : ๘๑) การเล่นอุ่ยจะใช้ลูกคูระที่แก่จัดเป็นเครื่องมือประกอบการเล่น ลูกคูระเป็นผลของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นตามริมคลอง เมื่อลูกคูระแก่จัดจะมีลักษณะเป็นลูกกลมเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ – ๓ เซนติเมตร และมีความแข็ง (พูนศิริ กนกวิจิตร, ๒๕๒๖ : ๑๑๒) บางท้องถิ่นอาจเรียกการเล่นอุ่ยเป็นอย่างอื่น เช่น จังหวัดนราธิวาส เรียกการเล่นนี้ว่า ลูกกะย่อ (คำ สกุลดี, สัมภาษณ์ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๖) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันไม่นิยมเล่นกันแล้ว

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง ส่วนมากเด็กชายจะเล่นมากกว่า จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คน

สถานที่เล่น

         ลานดินที่พื้นเรียบแน่น มีบริเวณกว้างพอสมควร เขียนเส้นยาวเป็นเส่นเริ่มที่ด้านหนึ่งของสนาม ห่างจากเส้นเริ่มระยะประมาณ ๒ – ๓ เมตร ให้ทำหลุมที่พื้นดินกว้างประมาณ ๑๐ – ๑๕ เซนติเมตร ลึกพอเป็นแอ่งให้ลูกคูระลงได้ ถัดจากหลุมแรกประมาณ ๒ – ๓ เมตร ทำให้ครบ ๓ หลุมหรือมากกว่านั้น โดยให้อยู่แนวเดียวกัน

วิธีเล่น

         ๑. ให้ผู้เล่นเสี่ยงทายว่าใครจะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อน

         ๒. ให้ผู้ที่สิทธิเริ่มเล่นก่อน โยนลูกคูระจากหลังเส้นเริ่มมาที่หลุมที่ ๑ ถ้าโยนไม่ลงหลุมจะถือว่าตาย ต้องหยุดเล่น และให้ผู้อื่นโยนตามลำดับ ลูกคูระที่โยนไปนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ตรงที่มันหยุด

         ๓. เมื่อผู้เล่นคนแรกตาย ผู้เล่นคนที่ ๒ จะต้องโยนลูกคูระออกจากเส้นเริ่มเช่นเดียวกับคนแรก เพื่อให้ลงหลุมที่ ๑ ถ้าสามารถโยนลงก็จะมีสิทธอโยนลูกที่ ๒ ต่อไป หรือมีสิทธิโยนลูกคูระของตนให้ถูกของคนอื่น เพื่อให้กระเด็นลงหลุมก็ได้

         ๔. ถ้าผู้เล่นคนที่ ๒ เลือกทอยลูกคูระของคนอื่นแต่ทอยผิดก็ถือว่าตาย ต้องหยุดเล่น แต่ถ้าถูกก็มีสิทธิทอยลูกคูระของคนอื่นต่อไปอีก หรือจะโยนลงหลุมที่ ๒ ก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่จะเลือก ถ้าโยนผิดหรือไม่ลงหลุมจะถือว่าตายต้องหยุดให้ผู้อื่นเล่นต่อ

         ๕. ผู้เล่นต้องผลัดกันเล่นตามลำดับทีละคนตชจากเส้นเริ่มและเล่นต่อเนื่องเรื่อยไป แต่ถ้าสามารถเล่นแล้วไม่ตายผู้เล่นจะต้องพยายามโยนลูกคูระจากหลุมที่ ๑ ให้ลงหลุม ๒ และหลุม ๓ จากหลุม ๓ ก็โยนกลับมาหลุม ๒ และหลุม ๑ จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

         ๖. ระหว่างการเล่น ผู้เล่นจะต้องจำว่าตนผ่านหลุมไหนมาบ้างแล้ว เมื่อถึงลำดับการเล่นของตนอีกครั้งก็เริ่มจากจุดที่ตัวเองหยุดครั้งสุดท้าย

         ๗. ผู้ใดสามารถเล่นได้ครบทุกหลุมถือว่าเป็นผู้ชนะ

กติกา

         ๑. เริ่มเล่นครั้งแรกต้องเริ่มที่หลังเส้นเริ่ม จะเหยียบหรือล้ำไม่ได้ ส่วนการเล่นครั้งต่อไปต้องเริ่มจากจุดที่ลูกคูระหยุดเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ฝ่าฝืนจะหมดสิทธิเล่นครั้งนั้น

         ๒. การโยนลูกคูระลงหลุม จะต้องโยนลูกลงหลุมที่ ๑, ๒, ๓ ตามลำดับ แล้วโยนย้อนกลับจากหลุม ๓ มาหลุม ๒ และ ๑ ตามลำดับ ผู้ใดโยนผิดหลุมจะถือว่าตาย และหมดสิทธิในการเล่นครั้งนั้น

อ้าว้าย

ความเป็นมา

          อ้าว้ายเป็นกีฬาพื้นเมืองที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของชาวภูเก็ตสมัยก่อน เดิมเป็นกีฬาของพวกแขกมลายู ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย และเล่นกันมาในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดอื่นๆ ก็มีการเล่นอยู่บ้าง เช่น พังงา เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า อาหวาย (ริ้น สำแดง, สัมภาษณ์ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๖) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาแล้วก่อน ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) มักเล่นในโอกาสที่ว่างงานหรืองานรื่นเริงต่างๆ ในโรงเรียนสมัยก่อนนิยมให้เด็กนักเรียนเล่นเพื่อเป็นการออกกำลังกาย ในปัจจุบันไม่พบกีฬานี้แล้ว

โอกาสที่เล่น

         เล่นได้ทุกโอกาสที่ว่าง มักจะแข่งขันในงานรื่นเริงของชาวบ้านหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสารเสร็จแล้ว

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ละเท่าๆ กันประมาณ ๔ – ๘ คน

อุปกรณ์การเล่น

         ๑. อิฐก้อนขนาดกว้างประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๕ เซนติเมตร หนาประมาณ ๕ เซนติเมตร จำนวน ๑ ก้อน

         ๒. ลูกตะกร้อ หรือลูกยาง หรือลูกบอลเล็กๆ ขนาดเท่าลูกเทนนิส จำนวน ๑ ลูก

สถานที่เล่น

         บริเวณที่ว่างทั่วไป เช่น สนามหญ้าโรงเรียน ลานวัดหรือที่ว่างทั่วไป โดยเขียนเส้นลงที่พื้นเป็นขอบเขตสนามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประมาณ ๖ – ๘ เมตร ยาวประมาณ ๑๕ – ๒๐ เมตร จากด้านกว้างก้านหนึ่งวัดเข้าไปในสนามเล่นประมาณ ๓ เมตรเขียนเส้นขนานกับเส้นริมนอกด้านกว้าง เรียกเส้นนี้ว่า เส้นเขตแดน ส่วนเส้นริมนอกด้านกว้าง เรียกว่า เส้นปูนเท่าก๋ง ที่กึ่งกลางเส้นปูนเท่าก๋ง ให้วางก้อนอิฐตั้งในแนวตั้ง กันด้านกว้างของอิญเข้าในสนาม

วิธีเล่น

         ๑. ผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่ายต้องตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายตีฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายรับ เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้ฝ่ายตีไปยืนอยู่นอกเส้นปูนเท่าก๋ง ถือลูกบอลไว้ ส่วนฝ่ายรับให้ลงไปยืนกระจายอยู่ในสนามเล่นหลังเส้นเขตแดนหันหน้ามาทางเส้นปูนเท่าก๋ง

         ๒. เริ่มเล่นโดยผู้เล่นคนหนึ่งของฝ่ายตีจะออกไปยืนอยู่ที่ว่างระหว่างเส้นปูนเท่าก๋งกับเส้นเขตแดน แล้วดำเนินการตีลูกบอลออกไปในสนามเล่นตามท่าต่างๆ ๗ ท่าตามลำดับคือ

                  ๒.๑ ท่า อ้ายว้า ให้ยืนหันหลังให้กับฝ่ายรับ แล้วโยนลูกบอลขึ้นเหนือศีรษะ ใช้มือตีลูกให้ข้ามศีรษะกลับหลังลงไปในสนาม

                  ๒.๒ ท่า ซีปูลา ยืนหันหน้าให้ฝ่ายรับ โยนลูกขึ้นแล้วตีไปทางฝ่ายรับ โดยโยนลูกมือไหนต้องตีด้วยมือนั้น

                  ๒.๓ ท่า ดัวปูลา ยืนหันหน้าให้ฝ่ายรับ โยนลูกด้วยมือหนึ่งแล้วตีลูกด้วยอีกมือหนึ่ง

                  ๒.๔ ท่า โตโปลาลา ยืนหันหน้าให้ฝ่ายรับ โยนลูกด้วยมือหนึ่ง ใช้มือเดียวกันนั้นตบหน้าอก แล้วใช้มือเดียวกันนั้นตีลูกไป

                  ๒.๕ ท่า อีกัด ยืนหันหน้าให้ฝ่ายรับ เอามือข้างหนึ่งไขว้ไว้ อีกมือโยนลูก แล้วใช้มือเดียวกันนั้นตีลูกไป

                  ๒.๖ ท่า กังกา ยืนหันหน้าให้ฝ่ายรับ ใช้มือข้างหนึ่งโยนลูกให้ลอดใต้ขาข้างหนึ่ง (ยกขาขึ้น) แล้วใช้มือเดียวกันนั้นตีลูกไป

         ๓. ก่อนที่ผู้เล่นจะตีลูกนั้นๆจะต้องร้องถามตามชื่อท่าให้เสียงดังๆ เพื่อให้ฝ่ายรับเตรียมพร้อม เช่น จะตีท่าอ้าว้าย ให้ร้องถามคำว่า อ้ายว้า เป็นต้น ถ้าฝ่ายรับพร้อมแล้วให้ร้องตอบดังๆ เช่นกันว่า อี่ หรือ อาโบย หรือ เอา ก็ได้ เมื่อฝ่ายรับร้องตอบแล้ว ฝ่ายตีจึงจะตีลูกได้

         ๔. การตีลูกตามท่าต่างๆ ผู้เล่นจะต้องตี ๓ ครั้ง ในแต่ละท่า ก่อนเล่นให้ร้องบอกท่าทุกครั้ง เล่นครั้งแรกร้องว่า สาตู ครั้งที่ ๒ ร้องว่า ตัว และครั้งที่ ๓ ร้องว่า ตีกา เช่น เล่นท่าอ้ายว้าย ๓ ครั้ง ก่อนเล่นแต่ละครั้งต้องร้องว่า อ้ายว้ายสาตู, อ้ายว้ายตัว, อ้ายว้ายตีกา ตามลำดับแต่ละครั้ง

         ๕. ฝ่ายรับจะต้องคอยช่วยกันรับลูก ถ้ารับได้โดยตรง โดยลูกนั้นไม่ถูกพื้นก่อน เมื่อรับได้แล้วให้ปาบอลลงดิน ผู้เล่นที่ตีจะถือว่าตาย ถ้ารับลูกนั้นไม่ได้ลูกบอลหยุดที่ใดให้กลิ้งลูกบอลนั้นมายังก้อนอิฐ ถ้าถูกก้อนอิฐ ผู้เล่นที่ตีลูกมานั้นจะถือว่าตาย ผู้เล่นฝ่ายรับอาจใช้วิธีตบลูกที่ตีมาก็ได้ คือ ตบลูกที่ตีมานั้นสวนทางกลับมายังฝ่ายตีถ้าลูกบอลกลิ้งลงมาหยุดที่ใดก็จะได้กลิ้งลูกมาชนที่อิฐตรงนั้นแต่ถ้าตบลูกกลับมาแล้ว ลูกนั้นวิ่งเลยเส้นปูนเท่าก๋งไป ผู้เล่นที่ตีลูกมาจะตาย

         ๖. ผู้เล่นที่จะเป็นผู้ตีจะต้องตีให้ตกลงในสนาม ถ้าตีลูกแล้วไปตกนอกสนามต้องตีใหม่ท่านั้น ถ้าตีออกนอกสนามเกิน ๓ ครั้ง ผู้ตีก็จะตาย ถ้าผู้ตีไม่ถูกลูก หรือตีผิดครั้งผิดท่า ผู้ตีจะตาย

         ๗. เมื่อผู้ตีคนใดตายจะต้องเปลี่ยนให้ผู้เล่นคนอื่นในฝ่ายเล่นแทน โดยจะต้องเริ่มในท่าใหม่ทั้งหมด แม้ว่าจะเล่นท่านั้นไป ๓ ครั้งแล้วก็ตาม

         ๘. ผู้ตีที่ตายจะหมดสิทธิในการเล่นเป็นผู้ตีจะต้องออกไปข้างหลังเส้นเท่าก๋ง และต้องระวังไม่ให้ฝ่ายรับปาลูกมาถูกตัว ถ้าฝ่ายรับกลิ้งลูกหรือปาลูกมาถูกผู้เล่นที่ตาย ผู้เล่นที่เป็นฝ่ายตีตอนนั้นก็จะตาย

         ๙. ผู้เล่นที่เป็นคนตีลูกอาจใช้เท้าคอยดักช้อนลูกบอลขึ้นมารับได้ โดยต้องออกไปข้างหลังเส้นปูนเท่าก๋ง ให้ลูกบอลกระดอนขึ้นสูงแล้วใช้มือจับ ถ้าผู้สามารถทำได้ผู้เล่นจะได้ตีข้ามไป ๑ ขั้น เรียกวิธีการใช้เท้าช้อนลูกว่า ซอแล็ด ในกรณีผู้รับใช้วิธีตีลูกสวนกลับมา และคาดว่าลูกนั้นอาจจะทำให้ผู้เล่นที่เป็นคนตีลูกตาย ผู้เล่นที่ใช้วิธีซอแล็ดได้ ก่อนที่ลูกจะถึงเส้นปูนเท่าก๋งก็จะไม่ตาย ในกรณีซอแล็ดจากการตีย้อนกลับของฝ่ายรับนี้ ผู้เล่นที่เป็นคนตีลูกสามารถออกไปทำซอแล็ดหน้าแนวเส้นปูนเท่าก๋งได้ ในกรณีนี้เมื่อทำซอแล็ดได่จะไม่ได้ข้ามขั้นในการตีต้องตีตามลำดับต่อไป

         ๑๐. เมื่อผู้ตีตายหมดทุกคนก็เปลี่ยนหน้าที่ให้ฝ่ายตรงข้ามมาเป็นผู้ตีบ้าง

         ๑๑. ฝ่ายใดตีและสามารถทำท่าต่างๆ ทั้ง ๗ ท่า ท่าละ ๓ ครั้ง ตามกติกาได้ครบก่อนถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะ

กติกา

         ๑. ผู้เล่นเป็นคนตีจะต้องออกมายืนตีในที่ว่างระหว่างเส้นปูนเท่าก๋งกับเส้นเขตแดน จะเหยียบหรือล้ำเส้นเขตแดนของฝ่ายรับไม่ได้

         ๒. ผู้เล่นที่เป็นฝ่ายรับจะเหยียบเส้นเขตแดนหรือล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาในเขตตีลูกไม่ได้

         ๓. จะถือว่าผู้เล่นที่เป็นคนตีลูกบอลตายเมื่อ

                  ๓.๑ ฝ่ายรับรับลูกบอลที่ตีลอยมาได้โดยตรง

                  ๓.๒ ฝ่ายรับกลิ้งหรือขว้างลูกบอลมาถูกก้อนอิฐ

                  ๓.๓ ฝ่ายรับกลิ้งหรือขว้างลูกบอลมาถูกผู้เล่นที่ตายแล้ว

                  ๓.๔ ผู้เล่นที่ตีลูกบอลตีออกนอกเขตสนามสนามทางด้านข้างถึง ๓ ครั้งในคนเดียวกัน

                  ๓.๕ ผู้เล่นที่ตีลูกบอลตีไม่ถูกลูก

                  ๓.๖ ผู้เล่นทั้งรับฝ่ายและฝ่ายตีทำให้ก้อนอิฐล้ม

                  ๓.๗ ลูกบอลถูกผู้เล่นฝ่ายตีที่ตายแล้ว

                  ๓.๘ ผู้เล่นฝ่ายตียืนผิดที่ เหยียบเส้น หรือล้ำแดน

                  ๓.๙ ผู้เล่นฝ่ายตี เล่นผิดท่า หรือผิดที่

อ้ายโม่ง

ความเป็นมา

          อ้ายโม่งเป็นกีฬาพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันในจังหวัดนครศรีธรรมราชสมัยก่อน มีการเลียนแบบขโมยที่ชอบขึ้นบ้านคนอื่นในเวลากลางคืน มืดๆ แล้วถูกเจ้าของบ้านไล่ท่ามกลางความมืด ต่อมาชาวบ้านนำมาเล่นเป็นเกมปิดตาตีกัน เรียกว่า อ้ายโม่ง เป็นการเล่นสนุกสนานของชาวบ้านในงานรื่นเริงต่างๆ เล่นกันมากในหมู่เด็กๆ ทั้งหญิงและชาย เพื่อเป็นการออกกำลังกายและเสริมสร้างความสามัคคี ม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด พบว่ามีการเล่นมาก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๗ (ขุนวิทยวุฒิ, ๒๔๖๗ : ๙๖) แล้ว พบว่ามีการเล่นอย่างแพร่หลายแล้วในสมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ (กรมพงศึกษา, ๒๔๘๐ : ๑๒๕๓) และเล่นสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง นิยมเล่นในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เด็กๆ นิยมเล่นมากกว่าผู้ใหญ่ จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๔ – ๕ คนขึ้นไป

อุปกรณ์การเล่น

         ๑. ผ้าสำหรับปิดตา ๑ ผืน

         ๒. ผ้าขาวม้าสำหรับใช้ตี ๑ ผืน

สถานที่เล่น

         บริเวณลานบ้าน ลานวัด หรือสนามหญ้าโรงเรียน โดยเขียนเส้นเป็นรูปวงกลมให้มีขนาดพอเหมาะที่ผู้เล่นทั้งหมดจะเคลื่อนไหวภายในวงกลมได้สะดวก

วิธีเล่น

         ๑. ผู้เล่นเสี่ยงทางหาคนที่เป็นอ้ายโม่ง เมื่อตกลงแล้วให้อ้ายโม่งปิดตา แล้วนำผ้าขาวม้ามาขวดให้อ้ายโม่งถือไว้ ผู้เล่นทุกคนรวมทั้งอ้ายโม่งอยู่ในวงกลม

         ๒. ผู้เล่นต้องช่วยกันล้อเลียนอ้ายโม่ง อ้ายโม่งต้องพยายามใช้การสังเกตจากเสียงเลียนและใช้ผ้าขาวม้าไล่ตีผู้เล่นคนอื่น ถ้าอ้ายโม่งจะออกนอกวง ผู้เล่นคนอื่นต้องร้องบอกไม่ให้อ้ายโม่งออกนอกวง

         ๓. ถ้าอ้ายโม่งตีถูกผู้เล่นคนใด ผู้ที่ถูกตีจะต้องเป็นอ้ายโม่งแทน

         ๔. ผู้เล่นคนใดเป็นอ้ายโม่งมากที่สุด จะถือว่าแพ้

กติกา

         ๑. ผู้เล่นจะหนีออกนอกวงไม่ได้ ผู้ใดเหยียบหรือออกนอกวงต้องเป็นอ้ายโม่งแทน

         ๒. ห้ามผู้เล่นถูกตัวอ้ายโม่ง ผู้ใดถูกตัวอ้ายโม่งต้องไปเป็นอ้ายโม่งแทน

สะบ้าใต้เลย

ความเป็นมา

          สะบ้าใต้เลยเป็นกีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันโดยทั่วไปในจังหวัดทางภาคใต้ในสมัยก่อน เล่นกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี (เชย นามตาปี, สัมภาษณ์ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๖) เป็นต้น บางท้องถิ่นเรียกว่า สะบ้าเลย (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ๒๕๒๓ : ๑๑) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ (กรมพลศึกษา , ๒๔๘๐ : ๑๐๐๙) เล่นกันมากในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ มักเล่นในหมู่สาว ปัจจุบันไม่นิยมเล่นกันแล้ว จะมีให้เห็นบ้างในแถบชนบท

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง นิยมเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำนวนผู้เล่น ๒ คน จะให้สนุกต้องมีผู้เล่นประมาณ ๔ – ๕ คน หรือมากกว่า

อุปกรณ์การเล่น

         ๑. ลูกตั้ง คือ ลูกสะบ้าที่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะกลมแบนคล้ายงบน้ำตาล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖ – ๗ เซนติเมตร จำนวนคนละ ๒ ลูก

         ๒. ลูกเกย คือ ลูกสะบ้าที่มีขนาดกลมกว่าปกติ และมีขอบหรือสันหน้ากว่าปกติ จำนวน ๑ ลูก

สถานที่เล่น

         ลานดินที่พื้นเรียบแน่น มีบริเวณกว้างพอสมควร เขียนเส้นยาว ๒ – ๓ เมตร เป็นเส้นเริ่ม ห่างจากเส้นเริ่มเข้าไปในสนาม ๔ – ๕ เมตร ให้เขียนเส้นขนานกับเส้นเริ่ม เป็นเส้นสำหรับตั้งลูกสะบ้า เรียกว่า แน็ต จากเส้นแน็ตไปทางด้านหลัง ควรมีพื้นที่ว่างที่ยาวพอให้ลูกเกยวิ่งได้ไกล

วิธีเล่น

         ๑. ผู้เล่นทุกคนเสี่ยงทายเพื่อหาว่าใครจะเล่นก่อนหรือหลังตามลำดับเมื่อตกลงกันได้แล้วให้ตั้งลูกสะบ้าคนละ ๒ ลูก เรียงกันไว้ที่เส้นแน็ต แต่ละลูกเว้นระยะห่างกัน ๓ – ๔ เซนติเมตร ผู้เล่นแต่ละคนถือลูกเกยไปเตรียมพร้อมอยู่หลังเส้นเริ่ม

         ๒. เริ่มโดยผู้เล่นคนแรกเป็นคนปั่นลูกเกยพยายามให้ชนลูกตั้งมากที่สุด วิธีปั่นให้ลูกเกยหมุนไปโดยนั่งคุกเข้าลงที่พื้นหลังเส้น แล้วใช้มือซ้านจับลูกเกยในแนวตั้ง ใช้หัวแม่มือกดลูกเกยที่ขอบด้ายบน ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางรองรับลูกเกยทางด้านล่าง แล้วใช้นิ้วชี้มือขวาทาบทางด้านหลังลูกเกย ใช้ปลายนิ้วชี้ของมือขวาชี้ลงดิน ออกแรงดีดหรือดันให้นิ้วชี้มือขวาให้ลูกเกยวิ่งไปข้างหน้า

         ๓. ผู้เล่นปั่นลูกเกยเพื่อให้หมุนไปชนลูกตั้งคนละครั้งตามลำดับจนครบทุกคน ใครชนลูกตั้งกี่ลูกให้นับไว้ แล้วเก็บลูกตั้งที่ล้มออกมานอกแน็ต ส่วนลูกเกยที่ปั่นหยุดที่ใดก็ปล่อยทิ้งไว้ การเล่นคนละครั้งตามลำดับในครั้งแรกเรียกว่า บิงตาบน

         ๔. เมื่อยิงตาบนเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้เล่นช่วยกันตั้งลูกตั้งที่เหลือเรียงให้ชิดกัน เป็นแนวเหมือนตอนเริ่มเล่น แล้วมาดูว่าลูกเกยของใครอยู่ไกลแน็ตมากที่สุด และไกลรองลงมาตามลำดับ ก็จะได้เป็นผู้เริ่มเล่นครั้งที่ ๒ ตามลำดับ คนเล่นที่ลูกเกยอยู่ใกล้แน็ตมากที่สุด เรียกว่า ผู้นั่งแน็ต การเล่นครั้งที่ ๒ เรียกว่า ยิงตาล่าง

         ๕. การเล่นยิงตาล่างก็เหมือนกับการเล่นยิงตาบน คือ มาเริ่มที่เส้นเริ่มปั่นลูกเกยเพื่อให้หมุนไปชนลูกตั้งคนละครั้งตามลำดับจนครบทุกคน ใครชนลูกตั้งกี่ลูกให้นับไว้ เมื่อเล่นจนครบทุกคนแล้ว ถ้ามีลูกตั้งเหลือที่แนวแน็ตกี่ลูกก็ตาม จะตกเป็นของคนที่ไม่ได้ยิงตาล่าง คือ คนนั่งแน็ตนั้นเอง

         ๖. เมื่อเล่นยิงตาล่างก็และยิงตาบนครบแล้ว ผู้ใดทำลูกตั้งจำนวนรวมกันได้มากกว่าเป็นผู้ชนะ

กติกา

         ๑. ผู้เล่นทุกคนต้องเริ่มเล่นหลังเส้นเริ่ม โดยร่างกายของผู้เล่นต้องอยู่หลังเส้นเริ่มขณะทอยลูกเกยหรือปั่นลูกเกยให้หมุนวิ่งไป

         ๒. ถ้าลูกเกยวิ่งไปไม่ถึงแนวแน็ตจะถือว่าลูกเกยนั้นอยู่ใกล้กว่าลูกอื่นที่เลยแนวแน็ตไป ถ้าลูกเกยที่ปั่นไปไม่ถึงแนวแน็ตมากกว่า ๑ ลูกให้ถือเอาลูกเกยที่อยู่ห่างจากแนวแน็ตมากที่สุดเป็นลูกเกยที่เจ้าของต้องนั่งแน็ต

สะบ้าเจ้าสาว

ความเป็นมา

          สะบ้าเจ้าสาวเป็นกีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันโดยทั่วไปในจังหวัดทางภาคใต้ในสมัยก่อน เล่นกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดต่างๆ เช่น ชุมพรและสุราษฎร์ธานี (ทอด ปานน้อย, สัมภาษณ์ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๖) เป็นต้น สะบ้าเจ้าสาวเป็นการเล่นสะบ้าชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าคงจะดัดแปลงมาจากกีฬาสะบ้าของภาคกลาง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ (กรมพลศึกษา , ๒๔๘๐ : ๑๐๕๕) เล่นกันมากในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ มักเล่นในหมู่หนุ่มสาว ปัจจุบันไม่นิยมเล่นกันแล้ว จะมีให้เห็นบ้างในแถบชนบท

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง นิยมเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำนวนผู้เล่น ๒ คน

อุปกรณ์การเล่น

         ๑. ลูกตั้ง คือ ลูกสะบ้าที่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะกลมแบนคล้ายงบน้ำตาล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖ – ๗ เซนติเมตร จำนวนคนละ ๕ ลูก

         ๒. ลูกเกย คือ ลูกสะบ้าที่มีขนาดกลมกว่าปกติ และมีขอบหรือสันหน้ากว่าปกติ จำนวน ๑ ลูก

สถานที่เล่น

         ลานดินที่พื้นเรียบแน่น มีบริเวณกว้างพอสมควร เขียนเส้นยาว ๒ เส้นขนานกัน ห่างกันประมาณ ๓ – ๔ เมตร เป็นเส้นตั้งลูกสะบ้าของแต่ละคน ที่เส้นให้นำลูกสะบ้าของตนมาตั้ง ๔ ลูกมาตั้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ระยะห่างระกว่างลูกสะบ้าประมาณ ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร ตั้งให้หันด้านแหลมของรูปสี่เหลี่ยมมาทางด้านเริ่ม โดยให้ส่วนสะบ้าที่ตั้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่หลังเส้นตั้งสะบ้า และส่วนปลายแหลมของรูปสี่เหลี่ยมจดเส้นตั้งสะบ้าพอดี ที่กึ่งกลางสะบ้ารูปสี่เหลี่ยมให้ตั้งสะบ้าไว้อีก ๑ ลูก เรียกลูกกลางว่า สะบ้าเจ้าสาว ส่วนสะบ้าที่เป็นเหลี่ยมทั้ง ๔ ด้าน เรียกว่า สะบ้าองครักษ์

วิธีเล่น

         ๑. ผู้เล่นทุกคนเสี่ยงทายเพื่อหาว่าใครจะเล่นก่อนหรือหลังตามลำดับเมื่อทราบลำดับตนเล่นแล้ว ให้ผู้เล่นทุกคนถือลูกเกยไปเตรียมพร้อมอยู่ด้านหลังเส้นเริ่ม หันหน้ามาทางสะบ้าตั้ง

         ๒. เริ่มเล่นโดยผู้เล่นคนแรก เป็นผู้ทอยลูเกยหรือจะใช้วิธีปั่นลูกเกยให้หมุนไปก็ได้ จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการตกลงกันก่อนเริ่ม

         ๓. ผู้เล่นจะผลัดกันทอยตามลำดับ

         ๔. ผู้ใดสามารถทอยลูกเกยให้ไปชนลูกสะบ้าที่เป็นสะบ้าองครักษ์ลูกใดลูกหนึ่งได้ ให้มีสิทธิทอยหรือปั่นลูกเกยอีกครั้ง ถ้าล้มอีกก็สิทธิเล่นไปเรื่อยๆ

         ๕. ถ้าผู้ทอยลูกเกยหรือปั่นลูกเกยไปแล้วไม่ถูกสะบ้า จะถือว่าตายและหมดสิทธิเล่น ต้องเปลี่ยนให้ผู้เล่นลำดับต่อไปมาเล่นบ้าง

         ๖. เมื่อมีการตายหรือเปลี่ยนผู้เล่นครั้งใด ให้ตั้งลูกสะบ้าทั้ง ๕ ลูกใหม่หมด

         ๗. การเล่นจะผลัดกันไปเรื่อยๆ โดยผู้ใดสามารถทอยหรือปั่นลูกเกยไปชนลูกสะบ้าที่เป็นองครักษ์ได้หมดทั้ง ๔ ลูก ในการเล่นต่อเนื่องเพียงครั้งเดียว โดยสะบ้าเจ้าสาวไม่ล้มจะเป็นผู้ชนะ

กติกา

         ๑. วิธีปั่นให้ลูกเกยหมุนไปโดยนั่งคุกเข้าลงที่พื้นหลังเส้น แล้วใช้มือซ้านจับลูกเกยในแนวตั้ง ใช้หัวแม่มือกดลูกเกยที่ขอบด้ายบน ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางรองรับลูกเกยทางด้านล่าง แล้วใช้นิ้วชี้มือขวาทาบทางด้านหลังลูกเกย ใช้ปลายนิ้วชี้ของมือขวาชี้ลงดิน ออกแรงดีดหรือดันให้นิ้วชี้มือขวาให้ลูกเกยวิ่งไปข้างหน้า ในลักษณะปั่น

         ๒. ผู้เล่นทุกคนต้องเริ่มเล่นหลังเส้นเริ่ม โดยร่างกายของผู้เล่นต้องอยู่หลังเส้นเริ่มขณะทอยลูกเกยหรือปั่นลูกเกยให้หมุนวิ่งไป

สะบ้าคลานช้าง

ความเป็นมา

          สะบ้าคลานช้างเป็นกีฬาพื้นเมืองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี (นุกูล เพชระ, สัมภาษณ์ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๖) ที่เล่นสืบทอดกันมานานแล้ว สันนิษฐานว่าคงจะดัดแปลงมาจากกีฬาสะบ้าของภาคกลาง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ (ชัชชัย โกมารทัต และคณะ, ๒๕๒๗ : ๖๗๗) นิยมเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ (สมบูรณ์ ตะปินา, ๒๕๒๕ : ๑๑๗) เพื่อเป็นการสนุกสนานและออกกำลังกายของชาวภาคใต้ปัจจุบันยังมีการเล่นอยู่บ้างในท้องถิ่นชนบท

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง นิยมเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์และในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ

ผู้เล่น

         เล่นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำนวนผู้เล่น ๒ คนหรืออาจจะมากกว่า โดยแบ่งเป็นทีมๆ ละเท่าๆ กันก็ได้

อุปกรณ์การเล่น

         ๑. ลูกตั้ง คือ ลูกสะบ้าที่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะกลมแบนคล้ายงบน้ำตาล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖ – ๗ เซนติเมตร จำนวนคนละหรือฝ่ายละ ๕ ลูก

         ๒. ลูกเกย คือ ลูกสะบ้าที่มีขนาดกลมกว่าปกติ และมีขอบหรือสันหน้ากว่าปกติ จำนวน ๒ ลูก

สถานที่เล่น

         ลานดินที่พื้นเรียบแน่น มีบริเวณกว้างพอสมควร เขียนเส้นยาว ๒ เส้นขนานกัน ห่างกันประมาณ ๔ – ๕ เมตร เป็นเส้นตั้งลูกสะบ้าของแต่ละฝ่าย

วิธีเล่น

         ๑. ผู้เล่นทั้ง ๒ คน ประจำอยู่หลังเส้นตั้งลูกสะบ้า หันหน้าเข้าหากัน แต่ละคนจะนำลูกสะบ้าของตนมาตั้งบนเส้นตั้ง เป็นแถวหน้ากระดาน คนละ ๕ ลูก ให้ลูกสะบ้าในแต่ละแถวมีระยะห่างกันประมาณ ๕ – ๖ เซนติเมตร แล้วผู้เล่นทั้ง ๒ คน จะตกลงกันว่าฝ่ายใดจะยิงก่อน เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้ผู้เล่นที่ได้ยิงก่อนถือลูกเกยไว้ ๒ ลูก

         ๒. เมื่อเริ่มเล่นผู้เล่นที่ได้เล่นก่อน จะเป็นผู้ยิงลูกเกย ๒ ลูก ไปยังลูกของฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ด้านตรงข้ามกัน โดยยิงทีละลูกลูกละครั้ง ให้ใช้วิธีปั่นให้ลูกเกยหมุนไปโดยนั่งคุกเข้าลงที่พื้นหลังเส้น แล้วใช้มือซ้านจับลูกเกยในแนวตั้ง ใช้หัวแม่มือกดลูกเกยที่ขอบด้ายบน ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางรองรับลูกเกยทางด้านล่าง แล้วใช้นิ้วชี้มือขวาทาบทางด้านหลังลูกเกย ใช้ปลายนิ้วชี้ของมือขวาชี้ลงดิน ออกแรงดีดหรือดันให้นิ้วชี้มือขวาให้ลูกเกยวิ่งไปข้างหน้า ในลักษณะปั่น เพื่อให้ถูกลูกตั้งล้มมากที่สุด

         ๓. เมื่อคนแรกยิงลูกเกยครบทั้ง ๒ ลูกแล้ว ก็จะเปลี่ยนให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยิงลูกเกยบ้าง ด้วยวิธีเดียวกัน โดยพยายามยิงให้ถูกลูกตั้งฝ่ายตรงข้ามให้ล้มมากที่สุด

         ๔. ผลักกันยิงลูกเกยคนละ ๒ ลูก จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะล้มลูกตั้งฝ่ายตรงข้ามได้ทั้ง ๕ ลูกก่อน จะถือว่าเป็นผู้ชนะ ผู้แพ้จะต้องโยนลูกตั้งทางฝ่ายตนเท่ากับจำนวนลูกตั้งที่ยังยิงไม่ครบไปให้ทางผู้ชนะ เช่น ยังยิงไม่ล้ม ๓ ลูก ก็จะโยนไป ๓ ลูก แล้วต้องคลาน ๔ เท้า คือ ใช้มือทั้ง ๒ ข้างแล้วเท้าทั้ง ๒ ข้างก้าวเดินไป คล้ายกับท่าช้างคลานไปยังฝั่งผู้ชนะแล้วผู้ชนะจะเอาลูกตั้งที่ผู้แพ้โยนมาวางบนคอของผู้แพ้ หลังจากนั้นก็คลานกลับมายังที่เดิมของผู้แพ้ ระหว่างทางต้องไม่ให้ลูกตก ถ้าลูกตกก็ต้องเริ่มกลับมาคลานใหม่

กติกา

         ๑. ขณะยิงลูกเกยผู้ตั้งต้องอยู่หลังแนวลูกตั้งของตน

         ๒. ขณะยิงลูกเกยต้องระวังไม่ให้ลูกเกยของตนถูกลูกตั้งของตนล้ม ไม่ฉะนั้นจะถือว่าลูกเกยลูกนั้นตาย แม้จะโดนฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ถือเป็นผล

ลูกฉุด

ความเป็นมา

          ลูกฉุดเป็นกีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันแทบทุกจังหวัดในจังหวัดทางภาคใต้ บางท้องถิ่น เรียกว่า อีฉุด หมากฉุด หรือเล่นฉุด (สมบูรณ์ ตะปินา และคณะ, ๒๕๒๕ : ๗๘) ก็มีคำว่า ฉุด หมายถึง หารเตะเบี้ยให้กระเด็นไป (พูนศิริ กนกวิจิตร, ๒๕๒๖ : ๑๓๔) เป็นกีฬาที่เด็กๆ ชาวใต้เล่นสืบทอดกันมานาน มีลักษณะการเล่นคล้ายตาเขย่งของภาคกลาง แต่มีรูปแบบของสนามและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ไม่ปรากฏหลักฐานมาเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่จากหลักฐานพบว่าน่าจะมีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ (ชัชชัย โกมารทัต และคณะ, ๒๕๒๗ : ๖๖๙) ปัจจุบันไม่นิยมเล่นกันแล้ว จะมีให้เห็นบ้างในแถบชนบท

โอกาสที่เล่น

         เล่นในเวลาว่าง

ผู้เล่น

         เล่นกันในหมู่เด็กทั้งชายและหญิง ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป

อุปกรณ์การเล่น

         เศษกระเบื้องแบนๆ กลมๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑ – ๒ นิ้ว คนละ ๑ อัน

สถานที่เล่น

         บริเวณพื้นดินที่ราบเรียบ เช่น ลานบ้านหรือลานวัด เขียนเส้นสนามเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๑ ๑/๒ – ๒ เมตร ยาวประมาณ ๔ เมตร แล้วแบ่งรูปสี่เหลี่ยนผืนผ้าเป็น ๕ ช่องตามความยาว ให้ช่องกลางมีความกว้างเท่ากับ ๒ ช่องรวมกัน ที่ช่องกลางให้เขียนเส้นตรงยาว ๒ เส้นทแยงมุมจากด้านหนึ่งมาอีกด้านหนึ่งตัดกัน จะได้สนามเป็นช่อง ๖ ช่อง คือ ช่อง ๔ เหลี่ยม ๔ ช่อง และช่องสามเหลี่ยม ๒ ช่อง กำหนดให้ปลายทางด้านกว้างด้านหนึ่งของสนามเป็นจุดเริ่มจากจุดเริ่มให้นับช่องต่างๆ เรียงลำดับจากช่องที่ ๑ – ๖ ดังรูปภาพ จะมีช่องสามเหลี่ยมว่างอยู่ ๒ ช่อง คือช่องสามเหลี่ยมที่อยู่ด้านข้าง ๓ และช่อง ๔ ช่องสามเหลี่ยม ๒ ช่องนี้เอาไว้สำหรับพักเท้า

วิธีเล่น

         ๑. ให้ผู้เล่นตกลงกันว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหลังตามลำดับ เมื่อตกลงได้แล้ว ให้คนมีสิทธิได้เล่นก่อนมายืนทางด้านกว้างของสนาม เล่นทางช่องที่ ๑ แต่ยืนอยู่นอกสนามเล่น หันหน้าเข้าในสนาม

         ๒. เริ่มเล่นโดยคนที่มีสิทธิเล่นก่อนจะโยนเบี้ยลงในช่องที่ ๑ แล้วกระโดดเขย่งขาเดียวเข้าไปในช่องที่ ๑ ใช้เท้าเตะเบี้ย ซึ่งภาษาทางภาคใต้เรียกว่า ฉุด ให้เบี้ยกระเด็นออกมานอกสนามทางด้านที่กระโดดเข้าไป แล้วจึงกระโดดออกนอกสนามตามออกมา เมื่อเล่นผ่านช่องที่ ๑ แล้วจึงจะมีสิทธิได้เล่นช่องที่ ๒ ต่อไป

         ๓. การเล่นในช่องที่ ๒ ทำเช่นเดียวกับช่องที่ ๑ คือ โยนเบี้ยไปลงในช่องที่ ๒ แล้วกระโดดเขย่งขาเดียวจากช่องที่ ๑ ไปช่องที่ ๒ แล้วเตะเบี้ยให้กลับมาออกนอกสนามทางช่องที่ ๑ ที่กระโดดเข้าไป แล้วกระโดดเขย่งขาเดียวกลับออกมาทีละช่อง เมื่อเล่นผ่านช่องที่ ๑ แล้วจึงจะมีสิทธิได้เล่นช่องที่ ๓ ต่อไป

         ๔. การเล่นในช่องที่ ๓ ทำเช่นเดียวกับช่องที่ ๒ โดยโยนเบี้ยลงไปในช่องที่ ๓ กระโดดเขย่งขาเดียวกลับออกมาทีละช่อง เตะเบี้ยให้กลับมาออกนอกสนามทางช่องที่ ๑ แล้วกระโดดเขย่งขาเดียวกลับออกมาทีละช่องเช่นกัน

         ๕. การเล่นในช่องที่ ๔, ๕ และ ๖ เล่นเช่นเดียวกับช่องที่ ๓ แต่ให้กระโดดเท้าคู่ในช่องสามเหลี่ยมที่ว่าง ซึ่งอยู่ระหว่างช่องที่ ๓ และที่ ๔ แล้วจึงกระโดดเขย่งขาเดียวต่อไปเพื่อเตะเบี้ยให้กระเด็นออกมาทางช่องที่ ๑ แล้วกระโดดเขย่งขาเดียวกลับมาลงเท้าคู่ที่ช่องสามเหลี่ยมที่ว่าง แล้วเขย่งขาเดียวทีละช่องตามออกมาทางช่องที่ ๑ เช่นกัน

         ๖. เมื่อครบ ๖ ช่องแล้ว ให้ผู้เล่นที่เล่นครบ ๖ ช่อง มาเริ่มเล่นทางด้านช่องที่ ๖ บ้าง โดยมายืนเริ่มเล่นทางด้านกว้างของสนามเล่นทางช่องที่ ๖ และเล่นเช่นเดียวกับการเล่นทางช่องที่ ๑ คือเล่นในช่องที่ ๖ กระโดดเตะเบี้ยออกมา แล้วเล่นในช่องที่ ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ตามลำดับ เป็นการเล่นย้อนทางกับการเล่นครั้งแรก

         ๗. เมื่อผู้เนคนใดออกจากช่องที่ ๑ – ๖ และจากช่องที่ ๖ – ๑ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ช่องว่างเป็นกรรมสิทธิของตนหนึ่งช่อง เรียกว่า ได้บ้าน ผู้เล่นคนใดได้บ้านก็จะเขียนเครื่องหมายลงที่บ้านของตนแล้วจึงเล่นต่อไป โดยโยนเริ่มเล่นลงในช่องที่เหลือ

         ๘. ผู้เล่นที่ได้บ้านจะมีสิทธิพักเท้าในบ้านของตน คือ ไม่ต้องเขย่งขาเดียว สามารถงเท้าคู่ที่บ้านของตนได้ และเมื่อเตะเบี้ยกลับมายังบ้านของตนแล้ว ก็มีสิทธิใช้มือจับเบี้ยที่เตะกลับลงมาในบ้านของตนนั้นขว้างหรือโยนออกนอกสนามเล่นโดยไม่ต้องเตะก็ได้ ผู้เล่นจะกระโดดลงในบ้านของคนอื่น หรือเหยียบบ้านของคนอื่นไม่ได้ต้องกระโดดข้ามไป

         ๙. ผู้เล่นคนใดตายก็จะถือว่าหมดสิทธิในการเล่นครั้งนั้น ต้องให้ผู้เล่นในลำดับถัดไปเล่นจนครบเสียก่อน เมื่อเวียนมาถึงรอบของตนจึงจะมีสิทธิเล่นต่อไปได้ ผู้เล่นที่ตายจะต้องจำไว้ และเมื่อถึงรอบของตนเล่นจะต้องเริ่มจากช่องที่ตนเองตายเป็นต้นไป

         ๑๐. ผู้เล่นจะตายเมื่อ

                  ๑๐.๑ โยนเบี้ยไม่ลงตามช่องที่ต้องการเล่น

                  ๑๐.๒ โยนเบี้ยทับเส้นหรือออกนอกสนาม

                  ๑๐.๓ เตะเบี้ยทับเส้นหรือไปหยุดหน้าบ้านคนอื่นหรือเตะเบี้ยไปหยุดในช่องสามเหลี่ยมที่ว่าง

                  ๑๐.๔ เตะเบี้ยออกนอกสนามเล่นทางเส้นข้าง

                  ๑๐.๕ ไม่กระโดดลงในช่องตามลำดับ เว้นแต่มีบ้านของคนอื่นขวางอยู่ต้องกระโดดข้ามไป

         ๑๑. การเล่นจะยุติลงเมื่อช่องทั้ง ๖ มีผู้เล่นได้บ้านหมดทุกช่องแล้ว ผู้เล่นคนใดได้บ้านมากสุดจะเป็นผู้ชนะ

กติกา

         ๑. การเล่นจะต้องเล่นตามลำดับที่ตกลงไว้ ผู้เล่นคนใดตายจะต้องให้ผู้เล่นลำดับต่อไปมาเล่น หมุนเวียนไปเรื่อยๆ

         ๒. ผู้เล่นตายที่ช่องใดจะต้องเริ่มเล่นช่องนั้นใหม่ เมื่อถึงลำดับที่ตนได้เล่นใหม่

         ๓. การเตะเบี้ยผู้เล่นจะเตะทีเดียวออกนอกสนามเลย หรือจะเตะไปทีละช่องก็ได้แต่ต้องระวังไม่ให้ตนเองตาย

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.