กีฬาพื้นเมืองไทยช่วงสืบทอด

          กีฬาพื้นเมืองไทยช่วงสืบทอด หรือช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๕ – พ.ศ. ๒๔๑๑)ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองยังมีภาระเกี่ยวกับการทำศึกสงครามอยู่บ้างเป็นระยะเรื่อยมา แม้จะไม่มากเท่ากับในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี แต่ก็มีผลทำให้ต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ได้แก่ ชกมวย ขี่ช้าง ขี่ม้า พายเรือและฝึกเพลงอาวุธต่างๆ เช่น ดาบ กะบี่ พลอง ง้าว หอก ทวน ธนู โล่ ดั้ง เขน เป็นต้น การฝึกฝนการต่อสู้ป้องกันตัว จึงกลายเป็นการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองที่ชาวบ้านนิยมเล่นโดยทั่วไป ในรูปแบบของกีฬาชกมวย ขี่ม้าแข่ง การบังคับช้าง การแข่งเรือ และกะบี่กะบอง เป็นต้น การเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวนี้เป็นการเล่นที่สืบทอดมาแต่กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี ทั้งนี้เพราะในช่วงตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่ยังยึดรูปแบบขนบธรรมเนียมประเพณีและแนวปฏิบัติต่างๆ ตามแบบกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีอยู่มาก ความจำเป็นและความนิยมในการฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัวในลักษณะแบบไทยๆ นี้มิได้มีเล่นหรือฝึกกันแต่ชาวบ้าน แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเอาใจใส่สนพระทัยฝึกฝนอยู่เสมอมา บางพระองค์ทรงมีความชำนาญในการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยๆ เป็นอย่างมาก เช่น พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดช้าง ทรงมีความรู้ในการขับขี่ช้าง ทั้งยังทรงโปรดเกล้า ให้พระราชโอรสและพระราชนัดดาทรงศึกษาวิชาคชศาสตร์ด้วย (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, ๒๕๑๔ : ๑๖๐) นอกจากนี้ยังทรงฝึกฝนวิชามวยไทยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยในการเส็จทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวยอยู่เสมอ รัชกาลที่ ๒ ทรงศึกษามวยไทยตามสำนักต่างๆ เช่น สำนักวัดบางหว้าใหญ่ และได้ฝึกฝนศิลปะมวยไทยจากทนายเลือกเพิ่มเติม จนมีผู้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีประสบการณ์แห่งการรบมาตั้งแต่เยาว์วัย นอกจากนี้พระองค์ยังทรงส่งเสริมให้เจ้าจอมพายเรือแข่งขันกันในสระน้ำใหญ่ภายในพระราชวังด้วย (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, ๒๕๐๔ : ๑๐๓) รัชกาที่ ๓ ทรงฝึกหัดมวยไทยจากทนายเลือกในรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๔ ทรงฝึกหัดกะบี่กะบองอย่างไทยเดิม ทรงสนพระทัยในการขี่ม้า แะขับรถม้าจนช่ำชอง (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, ๒๕๐๔ : ๓๕๐) ทรงโปรดให้พระเจ้าลลูกยาเธอหลายพระองค์หัดกะบี่กระบองจนครบวงสามารถตั้งวงแสดงได้ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๔๗๒ : ๒๒) และทรงพระปรีชาสามารถในกีฬาประเภทต่อสู้ป้องกันตัวมาก ทั้งการขี่ช้าง ขี่ม้า กระบอง กระบี่ ตีคลี รำทวน และอาวุธทุกชนิด สมดังกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงประพันธ์เกี่ยวกับความสามารถในเชิงกีฬาของพระองค์ว่า

“…กีฬาช้างม้าจัด  เจนมอญ
ตะบองกระบี่คลีรำทวน  ท่านพร้อม
แคล่วคล่องกองทุกขบวน   อาวุธ…”

(อำพัน ตันฑวรรธนะ, ๒๕๑๑ : ๒๘)

          นอกจากพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสนพระพระทัยฝึกฝน การเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในลักษณะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยๆ แล้ว เจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนบุตรข้าราชการก็นิยมเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในลักษณะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยๆ ด้วย เพราะในสมัยนั้นนิยมกันว่า การฝึกฝนวิชากีฬามวยและกระบี่กระบอง เป็นของดีสมควรที่ผู้มีตระกูลจะฝึกหัดไว้ (กีฬา, ๒๔๖๕ : ๔)นอกจากการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในลักษณะการต่อสู้ป้องกันตัวแล้วในสมัยนั้นยังมีการเล่นกีฬาพื้มเมืองเพื่อเป็นการสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ ในลักษณะอื่นๆ อีกมาก ซึ่งมักจะมีการชุมนุมเล่นกันเป็นการใหญ่โต ในโอกาสฉลองหรือสมโภชพระราชพิธี งานพิธีการ และงานประเพณีต่างๆ ของชาวบ้าน เช่น เดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งทางราชการมักจะเป็นผู้จัดขึ้น เช่น เมื่อ จ.ศ. ๑๑๕๑(พ.ศ. ๒๓๓๒) ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้จัดงานสมโภช เนื่องในโอกาสทรงผนวชสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ คือ พระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในงานมีการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองต่างๆ เช่น สะบ้า ตะกร้อ ไม้หึ่ง ไม้จ่า (พระยาประมูลธนรักษ์,๒๔๖๔ : ๒๑) ใน พ.ศ. ๒๓๔๔ เมื่อรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้มีการฉลองเนื่องในโอกาสการปฏิสุงขรณ์วัดพระเชตุพนได้เสร็จเรียบร้อยลงในงานมีมหรสพต่างๆ ส่วนที่เกี่ยวกับการเบ่นเกมและกีฬาพื้นเมืองได้แก่ การรำดาบ และมวย (กรมศิลปากร, ๒๕๐๕ : ๒๓๙) ในพ.ศ.๒๓๕๕ รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้มีงานสมโภชพระยาเศวตกุญชรในงานมีมหรสพต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองได้แก่ รำดาบ ชกมวย มวยปล้ำ และปรบไก่ (กรมศิลปากร, ๒๔๗๐ : ๑๗) เป็นต้น นอกจากงานที่ทางราชการจัดในโอกาสต่างๆ แล้วยังมีการเกมและกีฬาพื้นเมืองที่ประชาชนนิยมเล่นสืบทอดเป็นประเพณีต่อกันมาอีกหลายประเภท เช่น แข่งเรือ ตีคลี ว่าว สะบ้า ชนโค ชนแกะ พุ่งเรือ วิ่งวัวคน วิ่งวัว ระแทะ วิ่งม้า วิ่งวัว วิ่งควาย หมากรุก ลูกช่วง(ช่วงชัย) ซักส้าวและซ่อนหา เป็นต้น ดังปรากฎหลักฐานว่าในรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้ขุดคลองรอบพระนคร และใช้เป็นสถานที่แข่งเรือพาย ดังเช่นที่เคยแข่งกันมาในสมัยกรุงเก่า ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงสนพระทัยแะสนับสนุนให้ทหารข้าราชบริวารเล่นขี่ม้าตีคลี ดังปรากฏในหนังสือโคลงดั้งเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยตอนหนึ่งความว่า

“…บางม้าขับไขว่คว้า  ตีคลี
ไหวว่องจะไวคือ จักรคว้าง
บางม้ามุ่นหมุนตี  ขวิวขวาย
บางล่วงทะลวงล้วง  ฟาดฟอน”

(พระยาตรัง, ๒๕๑๒ : ๔๐)

          ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ตอนพระสังข์ออกตีคลีกับพระอินทร์ กล่าวถึงการเล่นขี่ม้าตีคลีว่า

“…เมื่อนั้น  พระสังข์ทองขยับรับไว้ได้
เคาะคลีตีตอบไปทันใด  หัศไนยกลอกกลับรับรอง
ต่างแกว่งคันคลีเป็นทีท่า  ขับม้าฝีเท้าแคล่งคล่อง
เวียนวงวกวิ่งชิงคลอง  เปลี่ยนทำนองเข้าออกหลอกย้อ”

(กรมศิลปากร, ๒๕๐๕ : ๑๙๗)

          นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในสมัยนั้นได้จากหนังสือจดหมายเหตุ และหนังสือวรรณคดีต่างๆ ที่แต่งขึ้นในสมัยนั้น เช่น ในหนังสือจดหมายเหตุฉบับพระยาประมูลธนรักษ์ (๒๔๖๔ : ๒๑) กล่าวว่า จ.ศ. ๑๑๕๑ (พ.ศ. ๒๓๓๒) เมื่อถึงเทศกาลตรุษสงกรานต์ มีการเล่นสะบ้า ในวรรณคดีเรื่องอิเหนา ตอน นางบุษบาไปไหว้พระปฏิมา มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงการเล่นตะกร้อและต้องเต ซึ่งมักนิยมเล่นกันตอนเย็นๆ แดดร่ม และเล่นเป็นการสนุกสนานในยามว่างว่า

“บัดนั้น     เสนากิดาหยันน้อยใหญ่
บรรดาที่ตามเสด็จไป     อยู่ในหน้าวิหารลานวัด
บ้างตั้งวงลงเตะตะกร้อเล่น     เพลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันสันทัด     บ้างถนัดเข่าเดาะเป็นน่าดู”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๒ : ๔๑๖)

          และความตอนหนึ่งกล่าวถึงการเล่นปลากัด ไก่ชน วิ่งวัวคน โคระแทะแพะชน ชนแกะ ชนกระบือ และว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ความว่า

“บ้างลงท่าโกนสนุกสนาน     มีงานการกึกก้องทุกแห่งหน
บ้างตั้งบ่อนปลากัดนัดไก่ชน     ทรหด อดทน เป็นเดิมพัน
บ้างเล่นวิ่งวัวคน โคระแทะ     ชนแพะ แกะ กระบือคู่ขัน
บ้างวิ่งว่าวจุลาคว้าพนัน     ปักเป้าสั้นโห่ฉาววิ่งราวมา”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๒ : ๙๒๖)

          วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน มีหลายตอนที่กล่าวถึงการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในสมัยนั้น ได้แก่ ตอนพลายงามจะลวงขุนแผน เพื่อแอบไปหานางศรีมาลา มีคำกล่าวถึงการเล่นหมากรุกว่า

“แต่พอล่วงเวลาสักยามปลาย     เจ้าพลายลดเลี้ยวเที่ยวไถล
ไปถึงตรงกุฏิชีต้นไทร     เห็นจุดไต้ตั้งวงเล่นหมากรุก”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๓ : ๗๕๗)

          ตอนทองนางประศรีโกรธนางสร้อยฟ้า มีคำกล่าวถึงการเล่นซักส้าวว่า

“ชุมพลวิ่งพวยฉวยชายผ้า  อย่าทำวุ่นคุณย่าเถิดข้าไหว้
ทองประศรีโกรธหนักผลักมือไป  จะต่อยให้หัวฟกถกเขมรมา
เป็นไรเป็นไปกูไม่ฟัง  พวกผู้คุมรุมรั้งทั้งหน้าหลัง
เหมือนเขาเล่นซักส้าวคนฉาวฮา ลงทรุดนั่งยังดาตาเป็นมัน”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๓ : ๑๐๓๕)

          จากโคลงนิราศสุพรรณตอนหนึ่ง กล่าวถึงการเล่นซักส้าว ซึ่งสมัยก่อนยังใช้คำว่า “ซักสร้าว” ความว่า

“จำร้างห่างน้องนึก     หน้าสวน
สองฝ่ายชายหญิงยวน     ยั่วเย้า
หวังชายฝ่ายหญิงยวน  ชื่นเช่น    เหนเอย
กลเล่นเช้นซักสร้าว  เสพเยื้อน    เพื่อนเกษม”

(สุนทรภู่, ๒๕๑๐ : ๒)

          อีกตอนหนึ่งของวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน กล่าวถึงการเล่นไลจับในน้ำ การเล่นซ่อนหาในน้ำ ความว่า

“ถึงท่าผลัดผ้าด้วยยินดี     ลงน้ำชิ่งก็สีซึ่งเหงื่อไคล
อีมาอีมีอีสีเสียด     อีเขียดชักชวนกันเล่นไล่
ใครจะซ่อนใครจะหาก็ว่าไป     เปรียบหนีเปรียบไล่ให้อยู่โยง
ปะเปิงเลิงแมวแอวออก     นอกซ่อนนางอันกระโต้งโห่ง
จำเพาะลงที่อีโคกโยกโก้งโค้ง     กระโดดโยงลงน้ำดำผุดไป
อีมาอีมีอีสีเสียด    อีเขียดดำหนีอีโคกไล่
อีรักหนักท้องไม่ว่องไว     อีโคกกระโชกไกล้เข้าทุกที”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๓ : ๑๐๗)

          และอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการเล่นไม้หึ่ง ซึ่งนิยมเล่นกันตอนกลางวันความว่า

“เมื่อกลางวันยังเห็นเล่นไม้หึ่ง     กับอ้ายอึ่งอีดุกลูกอีปิ
ว่าแล้วเจ้าก็ช่างนั่งมึนมิ     ว่าแล้วซิอย่าให้ลงไปดิน”

(กรมศิลปากร, ๒๕๑๓ : ๕๑๖)

          ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ตอนงานสมโภชอภิเษกศรีสุวรรณกับนางเกษรา มีความกล่าวถึงการเล่นดอกไม้ไฟ ดอกไม้กล และการวิ่งควาย ว่า

“…พอกลองหยุดจุดดอกไม้ไฟสว่าง
แสงกระจ่างแจ่มเหมือนดังเดือนหงาย
ดอกไม้กลคนชิงกันวิ่งควาย
พวกผู้ชายสรวลเสเสียงเฮฮา”

(สุนทรภู่, ๒๕๑๔ : ๑๓๐)

          ในโคลงนิราศสุพรรณ มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงการเล่นซ่อนหาว่า

“สวรหลวงแลสว่างล้วน พฤกษา
เคยเสด็จวังหลังมา เมื่อน้อย
ข้าหลวงเล่นปิดตา  ต้องอยู่ โยงเอย
เห็นแต่พลับกันสร้อย  ซ่อนซุ้มคลุมโปงฯ”

(สุนทรภู่, ๒๕๑๐ : ๑๐)

         และอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการเล่นตะกร้อ ความว่า

“ตะวันเย็นเห็นพระพร้อม ล้อมวง
ตีปะเตะตะกร้อตรง คู่โต้
สมภารท่านก็ลง เล่นสนุก ขลุกแฮ
เข่าค่างต่างอวดโอ้ อกให้ใจหาย”

(สุนทรภู่, ๒๕๑๐ : ๖๓)

          ในหนังสือประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๒ ตอน ตำนานอากรบ่อนเบี้ยในเมืองไทย กล่าวถึงการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองที่ชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ ๔ นิยมเล่นในลักษณะเชิงการพนัน ซึ่งต้องเสียภาษีอากรบ่อนเบี้ยว่าประกอบด้วย พุ่งเรือ หมากรุก สกา วิ่งวัวคน วิ่งวัวระแทะ วิ่งม้า วิ่งวัว วิ่งควาย และแข่งเรือ (กรมศิลปากร, ๒๕๐๗ : ๑๐๘) เป็นต้น และจากหนังสือประชุมพงศาสดารเล่ม ๓๐ ตอนรัชกาลที่ ๔ เสด็จประพาสสงขลา มีความกล่าวถึงการเล่นชนแกะ และชนโค ว่า “เพลาบ่าย ๔ โมงเศษ ทรงทอดพระเนตรแกะและโคชนกัน”(กรมศิลปากร, ๒๕๑๑ : ๒๗๗)
          จากที่ได้กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงระหว่างรัชกาลที่ ๑ (พ.ศ. ๒๓๒๕) – รัชกาลที่ ๔ (พ.ศ. ๒๔๑๑) นับว่าเป็นช่วงสืบทอดการเล่นกีฬาพื้นเมืองมาจากกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี จุดมุ่งหมายของการเล่นก็เพื่อเป็นการฝึกฝนการต่อสู้ป้องกันตัวเอง และป้องกันประเทศเมื่อยามมีศึกสงคราม โดยใช้การเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองในลักษณะะการต่อสู้ป้องกันตัวต่างๆ มาฝึกให้มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง อดทน มีพละกำลังแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้การเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด เป็นการสร้างควาวสนุกสนานรื่นเริงในโอกาสว่างจากงานประจำด้วย โอกาสที่เล่นส่วนใหญ่จะรวมกันเล่น เป็นการเฉลิมฉลองในงานพระราชพิธี งานพิธีการ งานประจำปีและงานประเพณีต่างๆ นอกจากนี้ก็เป็นการเล่นในชีวิตประจำวัน ในโอกาสว่าง ลักษณะของกีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันสมัยนี้ ได้แก่ มวยไทย มวยปล้ำ ขี่ม้า ขี่ช้าง แข่งเรือ กระบี่กระบอง รำดาบ ตีคลี ว่าว ตะกร้อ ไม้หึ่ง ไม้จ่า สะบ้า ชนโค ชนแกะ พุ่งเรือ วิ่งวัวคน วิ่งวัวระแทะ วิ่งม้า วิ่งวัว วิ่งควาบ ดอกไม้ไฟ ดอกไม้กล ชนแกะ ชนโค สะกา หมากรุก ลูกช่วง ซักส้าว ซ่อนหา ปรกไก่ ขี่ม้าตีคลี ต้องเต ปลากัด ชนไก่ ชนแพะ ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า เป็นต้น

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: